วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553

ค่านิยมเกาหลีในปัจจุบัน










ปัจจุบันนี้ใครต่อใครต่างรู้จัก “เกาหลี” ในหลากหลายมิติ จนก่อเกิดกระแส “เกาหลีฟีเวอร์”[1] ในปริมณฑลประเทศอื่นๆ กลายเป็นสายธารแห่งคลื่นทางวัฒนธรรมใหม่ในยุคโลกาภิวัฒน์ จนได้รับขนานนามว่า “เอเชียภิวัฒน์” นอกเหนือจากวัฒนธรรม “ญี่ปุ่น” และ “จีน” ซึ่งได้แพร่อิทธิพลทางวัฒนธรรมในลักษณะกลิ่นไอความเป็นตะวันออกที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างออกไป วัฒนธรรมเกาหลีมิได้หมายถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่ถูกแช่แข็งทางวัฒนธรรม แต่หมายถึงโลกปัจปัจจุบันที่ประดิษฐ์วัฒนธรรม “ใหม่” ให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน และยังมีสูตรแห่งการผสมผสานระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ได้อย่างลงตัว ทำให้อุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมได้เริ่มก่อตัวและเติบโตขึ้นซึ่งส่งผลต่อธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศเป็นอย่างมาก[2] ด้วยเหตุดังกล่าว ผมในฐานะนักเรียนด้านสังคมวิทยาที่ให้ความสนใจการเปลี่ยนรูปแบบวัฒนธรรมใหม่ของประเทศเกาหลี โดยให้ความสนใจถึงกระบวนการสร้างในเชิง “หน้าที่นิยม” และการตอบสนองกับสังคมที่แปรเปลี่ยนตามบริบท







มองเกาหลีในอดีต ผ่านผลงานทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาพสะท้อนแห่งวัฒนธรรมเก่า สู่การนิยามใหม่ผ่านละครซีรี่ส์



เกาหลีมีประวัติศาสตร์มายาวนานโดยได้รับอิทธิพลจากจีนและผสมผสานกับวัฒนธรรมของตนเอง หลักฐานทางโบราณคดีชิ้นสำคัญคือเครื่องใช้สำริดที่มีความคล้ายคลึงกับจีนมากจนมาถึงในยุคเล่อลั่งซึ่งได้รับต้นแบบงานศิลปกรรมจากราชวงศ์ฮั่น แต่ในขณะเดียวกันเกาหลีก็ยังพัฒนาเครื่องใช้ อาทิ อศิราภรณ์มงกุฏ และชุดเครื่องทองรวมไปถึงยุทโธปกรณ์ในแบบ ต่างๆ ตามแบบ”เกาหลี” โดยสร้างลวดลายที่ปราณีตเชื่อมโยงกับระบบความเชื่อวัฒนธรรมและรสนิยมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว ตรงจุดนี้ทำให้งานศิลปกรรมเกาหลีเกิดความแตกต่างไปจากวัฒนธรรมจีนและเป็นกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ ใหม่ ผ่านงานหัตศิลป์ ปราณีตศิลป์ ซึ่งจะโดดเด่นมากในยุคสามอาณาจักรอย่าง เพจเจ ซิลลา โกกุเรียว และอาณาจักรคายา(เป็นชนเผ่าทั้งหกที่รวมตัวกันและถูกกลืนกับอาณาจักรซิลลา) ซึ่งได้ถ่ายทอดผ่านซีรี่ส์ละครในเรื่อง “จูมง” ที่อธิบายเรื่องราวและรายละเอียดได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งการเปลี่ยนผ่านในการรวมอาณาจักรซิลลาและแคว้นอื่นๆผนวกเข้าด้วยกันขับไล่จีนในราชวงศ์สุยที่พยายามจะมามีอิทธิลในคาบสมุทรเกาหลี ยึดโยงความเป็นชาติพันธุ์อย่างแนบแน่นและสร้างความเป็นปึกแผ่นผ่านบูรณภาพทางการเมือง ภาพสะท้อนในซีรี่ส์เรื่องจูมงทำให้เห็นถึงความพยายามที่จะพัฒนาตนเองและปรับตัวเพื่อการธำรงชาติพันธ์ให้อยู่รอดและสร้างความเป็น “เกาหลี” ในแบบฉบับของตนเอง



พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ในเกาหลีได้เปลี่ยนโครงสร้างทางวัฒนธรรมใหม่อยู่ตลอดทุกยุคทุกสมัยโดยสะท้อนการดัดแปลง ลัทธิขงจื่อในจีน สู่ความเป็น “ขงจื่อใหม่” ในเกาหลีผ่านระบบการปกครองในสมัยโชซอน และยังไม่ละทิ้งความเป็นเกาหลีที่นับถือภูติผีและวิณญาณตามระบบความเชื่อดั้งเดิม ในราชวงศ์โชซอนนั้นยังได้ปลูกฝังความรักชาติด้วยสติปัญญาของชนพื้นเมืองโดยการสร้างประวัติศาสตร์ที่ยึดโยงกับปกรณัม ของ “ตันกุ๋น วัง ก็ออม”[3] และผลงานที่สำคัญของยุคโซซอนคือการประดิษฐ์อักษรเกาหลีในสมัยพระจ้าเซจองที่เรียกว่า “ฮังกึล”ซึ่งยังตกทอดมาถึงปัจจุบัน







ซีรี่ส์เกาหลีในมิติใหม่ “ผสมผสาน” “ ดัดแปลง” และ “นิยามใหม่” ตามไสตล์ เกาหลี


ภาพละครในซีรีส์เกาหลี ได้หยิบยก ความเป็นสังคมเมือง ในโซล เป็นหลัก ที่ได้เปลี่ยนผ่านตนเองสู่ความเป็นสังคมวัฒนธรรมใหม่( modern society) ในหลายๆฉากสะท้อนถึงความวุ่นวายของการจราจร เมืองธุรกิจและการค้า ปฎิสัมพันธ์ของคนเมือง การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ แฟชั่น การกินอาหาร และการทำงานหนัก แต่ก็ไม่ละเลยที่จะทิ้งภาพต่างจังหวัด ความเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นเพของบางตัวละครที่ต้องมาปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ตนเองในปริมณฑลเมือง แต่ก็มีการโหยหาอดีต และมีระเบียบวิถีชีวิตที่สงบเรียบง่าย ซึ่งปรากฏให้เห็นใน หลายๆเรื่อง ได้นำฉากโดยนำเสนอภาพอดีตของเกาหลีในอาณาจักรโชชอนโดยการย้อนอดีตชาติมาเสริมสร้างในเนื้อหาของ เรื่อง สะท้อนแบบแผนการปกครองในสมัยโชซอน ซึ่งมาประกอบสร้างในลักษณะที่ขบขันแต่กลับได้สาระที่ถูกผสมอยู่ในเนื้อหาที่นำเสนออีกด้วย อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจของปรากฏภาพวัฒนธรรมในอดีตที่นำมาเสนอในเรื่องราวปัจจุบัน อาทิ การไปท่องเที่ยวในพระราชวังโบราณ เห็นภาพจำลองของขุนนางในราชสำนัก รวมถึงนางกำนัล (ซัมกุง) การแต่งกาย ขนบประเพณีโบราณ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต เข้าไปใส่ในละครได้อย่างชาญฉลาด นั่นก็คือ เอาเรื่อง “โบราณ” มาประกอบในฉากในยุคสมัยใหม่ มีความกลมกลืนและยังได้เผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณะชน



วัฒนธรรม “ใหม่” ในไสตล์ เกาหลี กับความเป็นเมือง ที่มุ่งเน้นถึง สังคมแห่งการทำงานในยุคทุนนิยม การแข่งขันกันในอาชีพ ความชิงไหวชิงพริบในทางธุรกิจ และการเสพเทคโนโลยีและแฟชั่นแบบวัฒนธรรม บริโภคนิยม ซึ่งการนำเสนอเทคโนโลยีที่เกาหลีสร้างขึ้นเอง และยังสร้างแฟชั่นเกาหลี[4]ที่มีลักษณะเฉพาะตัวและเขยิบพื้นที่ให้มีความเป็นสากลในรูปลักษณ์ใหม่ผ่านเครื่องแต่งกายของตัวละครทั้งในเพศหญิง และชาย เอกลักษณ์ที่สามารถพบเห็นได้บ่อยครั้งในละครซีรี่ส์เกาหลีก็คือ “การนัดเดท” เป็นการนัดดูตัวและพบปะกันเพื่อสานสัมพันธ์สู่การเป็นคู่ครองในอนาคตยิ่งสะท้อนสังคมเกาหลีสมัยใหม่ที่ทำงานจนไม่มีเวลาพบปะผู้คน



ตัวละครเกาหลีให้ความสำคัญกับการทำงานซึ่งเป็นหลักที่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิขงจื้อ จนเป็นค่านิยมที่สำคัญในสังคม ในขณะที่ละครไทยมักจะไม่เน้นสิ่งเหล่านี้มากนัก แต่กลับอาศัยการได้งานมาที่เรียกว่า “ส้มหล่น” หรือ ตัวละครไม่ต้องทำงานเพราะไม่ใช่สาระสำคัญของเรื่องนอกเหนือจากการลอยชายไปมา แต่เกาหลีจะต้องต่อสู่กับงานมากมายกว่าจะเป็นที่ยอมรับในสังคม ต้องใช้ความขยันและเวลาพิสูจน์เพื่อพิสูจน์ตนเอง



แม้ว่าละครเกาหลีมักจะมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรม “บริโภคนิยม” แต่ผมกลับมองว่าในประเด็นนี้กับมีความน่าสนใจคือ กระบวนการดังกล่าวไม่ได้ถูกอิทธิพลทางตะวันตกครอบงำ แต่กลับสร้างลักษณะใหม่ที่ผู้คนสามารถจำแนกได้ว่าแตกต่างกับตะวันตก และมีเอกลักษณ์ของความเป็นเกาหลี หากจะกล่าวถึงการแต่งกายแบบตะวันตกเราคงมองถึงการกางเกงส์ยีน เสื้อสบายๆ หรือสูตร แต่ความเป็นเกาหลีเน้นการใส่สูตรที่มีลักษณะกึ่งทางการ แตกต่างกับสูตรแบบตะวันตก ผู้หญิงแต่งกายในลักษณะกึ่งลำลอง กึ่งทางการ หรือหรูหรา แล้วแต่โอกาส แสดงถึงการให้ความสำคัญกับกาละเทศะของการใช้การแต่งกายเพื่อแสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับพื้นที่ต่างๆ สิ่งนี้ผมขอเรียกว่า กระบวนการสร้าง “รสนิยมการแต่งกาย”แบบเกาหลี และพี่ไทยยังเอามาลอกเลียนแบบไม่อายด้วยครับ แสดงว่าพี่ไทยยังคิดว่า “ดูดี” มีความเป็นสากล จนต้องทำตาม



วิถีชีวิตในกรุง โซล อาจดูมีความเป็นตะวันตก และมีความเป็นเมืองสูง ได้ถูกเปลี่ยนแปลงตามแบบอย่างสังคมสมัยใหม่ในยุคโลกาภิวัฒน์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับความเป็น เกาหลีแบบเก่า ที่นำมาผสมผสานได้อย่างลงตัว แม่ว่าจะเป็นมุมเล็กๆอย่างวิถีวัฒนธรรมการกินของตัวละครซึ่งนิยมเข้าร้านอาหารต่างชาติ แต่ก็ยังไม่ทิ้งความเป็นความเป็นเกาหลี เพราะยังชอบรับประทานกิมจิ ซุป หรือร้านนั่งดื่มไสตล์เกาหลี อยู่นั่นเองและดัดแปลงรสชาติอาหารต่างประเทศให้ตรงกับรสชาติให้ถูกปากกับคนเกาหลี ตรงจุดนี้เป็นการสร้างอุดมการณ์ความรักชาติที่สะท้อนผ่านซีรีส์ได้เป็นอย่างดี หากตัวละครไทยยังชอบรับประทานแกงเขียวหวานหรือต้มยำกุ้งที่สั่งในเมนูร้านอาหารก็คงจะดีไม่น้อย







เนื้อหาของละครไทยเมื่อเปรียบเทียบกับเกาหลีแล้วยังขาดความร่วมสมัยที่จะนำวัฒนธรรมมาผสานกัน และแบ่งแยกอย่างชัดเจน เช่นละครย้อนยุคก็จะเน้นความเก่าแก่ โบราณ ละครยุคสมัยใหม่ก็เต็มไปด้วยการครอบงำแบบ เก่า ที่นิยมความสัมพันธ์เชิงอำนาจให้ผู้ชายมากดขี่ผู้หญิง ผ่านการข่มขืน ปล้ำ จูบ และนำมาสู่ความรัก ในขณะเดียวกันสังคมเกาหลีกลับใช้ความสวย ฉลาด บุคลิกในแบบเน้นความเป็นตนเองมาเป็นอำนาจดึงดูดผู้ชายให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจได้ ถึงแม้ว่า ผู้ชายเหล่านั้นจะสมบูรณ์แบบเพียงใด ก็ต้องเปลี่ยนใจมารักนางเอก เสน่ห์หนึ่งของตัวละครเกาหลีเน้นความสัมพันธ์แบบจุลภาค ให้ความสัมพันธ์กับตัวละครไม่กี่คน ทำให้เชื่อมโยงง่ายและเป็นเอกภาพ ผมคิดว่าวิธีนี้น่าจะทำให้เราเห็นรูปแบบวิถีชีวิตบบเกาหลี ผ่านตัวละครได้ลึกและชัดเจนขึ้น ซึ่งแตกต่างกับไทยที่ให้ความสัมพันธ์กับตัว ระดับมหภาค ความสัมพันธ์จึงดูคลุมเครือขาดการเชื่อมโยงสัมพันธ์ของตัวละครแบบชัดเจนจนดูแล้วไม่สามารถเข้าใจแบบตรรกะได้เพราะเนื้อหา ขาดเอกภาพ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเหตุและปัจจัยของตัวละครได้อย่างเต็มที่



เคยมีคนสงสัยและถามผมว่า ทำไมละครเกาหลีถึงเน้นความสัมพันธ์แบบสี่คน? และมีความเกี่ยวพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก ผมคิดว่าสิ่งที่ผมโยงน่าจะเป็นคำตอบได้ดี ผมคิดว่าคงเป็นเพราะการสร้างไสตล์ของตัวละครแบบนี้ทำให้คนทั่วไปทราบว่านี่คือ “ซีรี่ส์เกาหลี” นั่นเอง ที่สำคัญยังสามรถผลิตอุดมการณ์ทางความคิด แบบเข้าใจได้ง่ายซึมซับได้เร็วและสะเทือนอารมณ์อย่างถึงที่สุด



ละครเกาหลียังแฝงไปด้วยอุดมการณ์ชาตินิยม เต็มไปด้วยการต่อสู้ ความเป็นปึกแผ่นและการธำรงรักษาประเทศผ่านละครย้อนยุค และยังสอนถึงค่านิยมแบบ ยึดหลักคุณธรรม ความพยายามซึ่งนำมาสู่ความสำเร็จ แม้แต่ละครในแบบสมัยใหม่ก็ยังนำเสนอเรื่องราวที่เน้นย้ำตรงจุดนี้ ทั้งการต่อสู้ในด้านการเรียน(กฏหมายรักฉบับฮ่ร์วาด) การต่อสู่กับแรงกดดันเพื่อเป็นที่ยอมรับในสังคม(ลุ๊กกี้ น้องใหม่เบอร์หนึ่ง หรืออินวินซิเบิ้ล) การต่อสู้เพื่อความรัก(หลายๆเรื่อง) และการเสียสละ เพื่อชาติบ้านเมือง(จูมง)เป็นหลัก ทำให้ผมไม่แปลกใจเลยว่า คนเกาหลีมีความเป็นชาตินิยมสูง





หากจะลองมองวัฒนธรรมเกาหลีเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมไทยแล้วผมคิดว่า บ้านเราพยายามจะแช่แข็งวัฒนธรรมในอดีตให้อยู่ในปัจจุบัน เลยลืมมองไปว่า วัฒนธรรมแบบ “ล้าสมัย” ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่? ในยุคปัจจุบัน ผมเชื่อว่าวัฒนธรรมเองย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และปรับตัวเพื่อตอบสนองสังคม การที่เราพยายามที่จะสร้างความเป็นไทย หรืออุดมการณ์แบบอนุรักษ์อดีต ต้องมองถึงความเป็นจริงทางสังคม ว่าเราต้องประดิษฐ์วัฒนธรรมให้มีความร่วมสมัย มากกว่าที่จะนำมาขึ้นหิ้งและเชิดชู มโนทัศน์ของของไทยจึงถูกจัดแบ่งแบบสองขั้วซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่ยึดติดกับอุดมคติในอดีตและอนุรักษ์คุณค่าแบบสวนทางโลกปัจจุบัน กับขั้วที่ตามวัฒนธรรมและก้าวสู่โลกใหม่แบบขาดฐานความคิดร่วมสมัย ผมขอเรียกปรกฏการณ์นี้ว่า มโนทัศน์แบบคู่ตรงข้าม ซึ่งหมายถึงของเก่าเชย ของใหม่ทันสมัย ของเก่าดี ของใหม่ไม่เหมาะสม เปรียบเสมือนทางสองแพร่งที่มิอาจจะมาบันจบกันได้

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

ที่มาของเครื่องสำอาง















การใช้เครื่องสำอางจัดเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มีมาแต่สมัยโบราณ มีการค้นพบว่า มีการใช้เครื่องสำอางมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ จีน อินเดีย และต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยชาวกรีกเป็นชาติแรกที่มีการแยกการแพทย์และเครื่องสำอางออกจากกิจการทางศาสนา และยังถือว่าการใช้เครื่องสำอางเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติต่อร่างกายให้ถูกต้องสม่ำเสมอ เป็นกิจวัตรประจำวัน






ศิลปะการใช้เครื่องสำอางและเครื่องหอมได้ถึงขีดสุดในระหว่าง 2 ศตวรรษแรกแห่งอาณาจักรโรมัน แล้วค่อยๆ เสื่อมลง และเมื่ออาณาจักรโรมันเสื่อมอำนาจลงในศตวรรษที่ 5 ศิลปะการใช้เครื่องสำอางจึงแพร่หลายเข้าสู่ทวีปยุโรป นอกจากนี้ ชาวอาหรับก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในการผลิตเครื่องสำอาง โดยได้มีการดัดแปลง แก้ไขส่วนผสมต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีคุณภาพดีขึ้น เช่น การใช้กรรมวิธีการกลั่นเพื่อให้มีความบริสุทธิ์สูง การใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย เป็นต้น






เมื่อศิลปะการใช้เครื่องสำอางได้แพร่หลายเข้าสู่ในประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น เจ้าหน้าที่ชาวฝรั่งเศสได้พยายามเสนอให้มีการแยกกิจการด้านเครื่องสำอางไว้เฉพาะ โดยให้แยกออกจากกิจการด้านการแพทย์ เนื่องจากกิจการด้านการแพทย์และเครื่องสำอางต้องอยู่ในการควบคุมของกฎหมาย ในระหว่างปี ค.ศ. 1400 – 1500 และความพยายามก็ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ.1600 ศิลปะการใช้เครื่องสำอางได้แยกออกมาจากกิจการด้านการแพทย์อย่างชัดเจน ต่อมาในปี ค.ศ. 1800 ได้มีการรวบรวมและแยกแยะความรู้ในด้านศิลปะการใช้เครื่องสำอางออกเป็นหลายๆ ประเภท เช่น เภสัชกร ช่างเสริมสวย นักเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งต้องใช้ความรู้ที่ได้มาจากเภสัชกรรมและครื่องสำอางมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละอาชีพ






การผลิตเครื่องสำอางในช่วงแรกๆ นั้น ยังมีกรรมวิธีการผลิตที่ไม่แน่นอน เครื่องสำอางบางประเภทมีขายในร้านขายยา การผลิตเป็นความรู้ส่วนบุคคลที่ได้รับสืบทอดมาหรือได้จากการศึกษาค้นคว้า ลองผิดลองถูก จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีผู้นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิตแทนวิธีเก่า และเมื่อผลิตเครื่องสำอางแต่ละชนิดจะมีเครื่องหมายการค้าชัดเจน และมีกรรมวิธีในการผลิตที่แน่นอน ทำให้เครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นมีคุณภาพ สามารถเพิ่มรายได้ให้กับผู้ผลิต ทำให้มีการเพิ่มการผลิต และพยายามปรับปรุงคุณภาพของเครื่องสำอางให้มีคุณภาพสูงขึ้น






ต่อมาได้มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เข้ามาปรับปรุงคุณภาพของเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเคมี ได้มีส่วนเข้ามาช่วยในการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้มีคุณภาพสูง ในการผลิตแต่ละครั้งต้องมีส่วนประกอบที่คงที่ ได้ผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกัน มีหลักการเลือกใช้วัตถุดิบที่ได้มาตรฐานในการผลิต และมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ตลอดจนการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง






ในปี ค.ศ. 1895 ได้มีการเปิดสอนวิชาการเครื่องสำอาง ในเมืองชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรก ทำให้นักศึกษาได้รู้จักวิธีการใช้เครื่องสำอางชนิดต่างๆ ในการรักษาผิวหนังและเส้นผม ต่อมาการศึกษาวิชานี้ได้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว






การศึกษาประวัติของเครื่องสำอาง อาจแบ่งตามยุคต่างๆ ตามประวัติศาสตร์สากลของโลก ได้ดังนี้






1. ยุคอียิปต์หรือยุคก่อนคริสตกาล






นักโบราณคดียกย่องให้ชาวอียิปต์เป็นชาติแรก ที่รู้จักคิดค้นและผลิตเครื่องสำอาง เนื่องจากมีการค้นพบหลักฐานทางโบราณวัตถุที่เก่าแก่ และร่องรอยในการทำพิธีกรรมทางศาสนา และการบูชาเทพเจ้าต่างๆ ในสมัยนั้น โดยได้มีการเผาเครื่องหอมหรือกำยาน และมีการใช้เครื่องเทศ สมุนไพร และน้ำมันต่างๆ สำหรับรักษาคงสภาพของศพไว้ เพราะมีความเชื่อว่า วิญญาณของคนที่ตายแล้วจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมอีกครั้ง ในความเป็นจริงประเทศจีน น่าจะเป็นชาติแรกที่มีการผลิตเครื่องสำอางขึ้นมาใช้ แต่เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการยืนยัน จึงถือว่าประเทศอียิปต์เป็นชาติแรกที่มีการผลิตเครื่องสำอางขึ้นมาใช้ โดยนักโบราณคดีได้ค้นพบหลักฐาน ดังต่อไปนี้






1.1 ที่ฝังพระศพของกษัตริย์องค์แรกในราชวงศ์เทไนท์ (Thenite) นักโบราณคดี ได้ค้นพบภาชนะที่ใช้บรรจุผงสำหรับทาเปลือกตา เรียกว่า Kohl ซึ่งทำมาจากผงเขม่าผสมกับพลวง โดยเครื่องสำอางที่พบนี้ น่าจะมีอายุไม่น้อยกว่า 3,500 ปี ก่อน คริสตกาล






1.2 ที่ฝังพระศพของกษัตริย์องค์ที่ 18 มีการค้นพบดินสอเขียนคิ้วและขอบตา (Stibium pencil) ซึ่งทำมาจาก แอนทิโมนีซัลไฟด์ (antimony sulfide) นอกจากนี้ยังมีการค้นพบ ภาพเขียนในกระดาษพาพีรูส (papyrus) แสดงรูปผู้ชายผู้หญิงใส่เครื่องประดับผม เรียกว่า นาร์ด (Nard) บนศีรษะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชาวอียิปต์ในสมัยนั้น รู้จักการเสริมสวยแล้ว 1,500 ปี ก่อนคริสตกาล






1.3 ที่ฝังพระศพของกษัตริย์ทูทันคาเมน (Tutankhamen)นักโบราณคดีชื่อ ฮอเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) ได้ค้นพบเครื่องสำอางมากมายหลายชนิด รวมทั้งน้ำมันหอมชนิดต่างๆ จากกษัตริย์องค์นี้ เมื่อ 1,350 ปี ก่อนคริสตกาล





2. ยุคโรมันในยุคที่โรมันเรืองอำนาจชาวโรมันได้เข้าไปครอบครองกรีกและอียิปต์



ไปจนถึงเมืองอเล็กซานเดรีย บุคคลที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ยุคนี้คือ จูเลียส ซีซาร์ (Jullius Caesar) มาร์ค แอนโทนี (Marcus Antonius) และ พระนางคลีโอพัตราที่ 7 (Cleopatra VII) ซึ่งพระนางคลีโอพัตรา รู้จักการเสริมสวยทำให้เป็นที่ดึงดูดใจแก่ผู้พบเห็น และยังเป็นผู้คิดค้นเครื่องสำอางหลายประเภทชาวโรมันได้รับอิทธิพลจากชาวกรีกและชาวอียิปต์ จึงทำให้รู้จักศิลปะการใช้เครื่องสำอาง และการแต่งกาย



3. ยุคมืดหลังจากอาณาจักรโรมันได้เสื่อมอำนาจลง



เนื่องจากเกิดสงครามทางศาสนา ความเจริญก้าวหน้าทางเครื่องสำอางก็หยุดชะงัก แต่ในขณะเดียวกัน ในโลกตะวันออกกลับมีความเจริญก้าวหน้าของศิลปะการใช้เครื่องสำอาง นำโดยประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งได้ทำการค้าติดต่อกับประเทศทางยุโรป ผ่านทางเอเชียไมเนอร์ หรือเอเชียตะวัตกเฉียงใต้ โดยมีการซื้อขายสินค้าต่างๆ เช่น เครื่องเทศ ผ้า รวมทั้งเครื่องสำอาง



4. ยุคอิสลาม ยุคอิสลามอยู่ในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 7 – 12



หลังจากเสร็จสิ้นสงครามหลายศตวรรษ ความเจริญก็ได้เกิดขึ้นบริเวณเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ หรือเอเชียไมเนอร์ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวอาหรับ ในยุคนี้เป็นยุคของการเกิดศาสดาของศาสนาอิสลาม คือ พระมะหะหมัด การเผยแพร่ศาสนาอิสลาม ทำให้สามารถรวมรวบอาณาจักรตั้งแต่ซีเรียจดประเทศอียิปต์ และยังข้ามไปทวีปแอฟริกาไปยึดครองประเทศสเปนและยุโรปบางส่วนได้ ชาวอาหรับมีข้อดีคือ เมื่อสามารถยึดครองประเทศใดได้ จะไม่เผาทำลายบ้านเมือง แต่จะนำเอาวิชาการของประเทศนั้นๆ มาใช้ ในยุคนี้มีบุคคลที่มีความสำคัญต่อวงการเครื่องสำอางคือ อิบน์ ซีนา (Ibn Sina) เป็นชาวเปอร์เซียที่ค้นพบวิธีการกลั่นน้ำหอมจากดอกกุหลาบ (rose water) อีกคนหนึ่งคือ อาบู มอนเซอ มูวาฟแฟส (Abu Monsur Muwaffax) เป็นเภสัชกรชาวเปอร์เซียที่ค้นพบความมีพิษของทองแดงและตะกั่วในเครื่องสำอาง และยังค้นพบว่า สามารถใช้แคลเซียมออกไซด์ (CaO) ในการกำจัดขน อีกคนที่สำคัญก็คือ อูมาร์ อิบน์ อัล-อาดิม (Umar Ibn Al-Adim) เป็นนักประวัติศาสตร์และครู ชาวซีเรีย ได้เขียนคู่มือเกี่ยวกับการทำน้ำหอมไว้มากมาย ยุคอิสลามนี้เรืองอำนาจอยู่ 300 ปี ก็เสื่อมอำนาจลงเนื่องจากแพ้สงครามแก่ชาวคริสเตียนในประเทศสเปนและหมู่เกาะซิซิลี





5. ยุคยุโรปเริ่มเฟื่องฟูยุคยุโรปเริ่มเฟื่องฟูนี้ อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษ



ที่ 9 –10 โดยเริ่มแรกความเจริญรุ่งเรืองจะอยู่บริเวณยุโรปตอนใต้ แถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน แต่หลังจากที่มีการเผลแพร่ศาสนาคริสต์เข้าสู่ประเทศในยุโรป ก็ได้มีการเผยแพร่อารยธรรมและวัฒนธรรมเข้าไปด้วย โดยถือว่ากรุงโรมเป็นศูนย์กลางที่ได้รับการเผยแพร่อารยธรรมและวัฒนธรรม



6. ยุคยุโรปก้าวหน้ายุคยุโรปก้าวหน้า ถือเป็นยุคทองของยุโรป อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10 – 16



เป็นยุคที่ชาวยุโรปเริ่มมีการแสวงหาความรู้ทุกสาขาวิชา ได้มีการเปิดสถานที่ในการสอนวิทยาการทางการแพทย์และเภสัชกรรม โดยตั้งโรงเรียนที่เมืองซาลาโน (Salarno) และเปิดมหาวิทยาลัย ที่เมืองเนเปิลส์ (University of Naples) และมหาวิทยาลัยแห่งโบโลญา (University of Bologna) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการรักษาโดยการทำศัลยกรรมเป็นแห่งแรก และมีความเกี่ยวข้องกับเครื่องสำอางในยุคนี้ เป็นยุคที่ชาวยุโรป มีความรู้ในการผลิตน้ำหอมจากพืชและสัตว์บางชนิด และสามารถทำรูจ (rouge) สำหรับทาแก้มจากดินสีแดงที่เรียกว่า ซินนาบาร์ (cinnabar) ซึ่งมีไอร์ออน ออกไซด์ เป็นองค์ประกอบ นอกจากนี้ ยังสามารถทำแป้งทาหน้าจาก เลดคาร์บอเนต และรู้จักการทำน้ำมันแต่งผมจากน้ำมันพืชและน้ำมันดินจากธรรมชาติ



วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

เปิดตำนาน(ชื่อ)เมืองพิสดารแดนอินทรี





เมื่อจุดหมายปลายทางอยู่ที่พาราไดซ์ (สรวงสวรรค์) ชาวอเมริกันบางคนเลือกใช้เส้นทางที่ต้องผ่านอินเตอร์คอร์ส (การร่วมประเวณี) ก่อน ที่เทกซัส คู่รักจูงมือทำพิธีในเลิฟวิง (การแสดงความรัก) จากนั้นจึงไปยังลูนีวิลล์ (เมืองคนบ้า) เอิร์ท (โลก) อยู่ในเทกซัสเช่นกัน ห่างจากมาร์ส (ดาวอังคาร) และวีนัส (ดาวศุกร์) ซึ่งตั้งอยู่ในเพนซิลเวเนีย ประมาณ 2,400 กิโลเมตร และชาวไรซิ่งซัน (ใกล้รุ่ง) ในแมรี่แลนด์ อาจสืบเชื้อสายใกล้ชิดกับชาวฮอตคอฟฟี่ (กาแฟร้อน) ในมิสซิสซิปปี้ รวมถึงชาวโทสต์ (ขนมปังปิ้ง) ในนอร์ทแคโรไลนา และชาวเอ๊ก (ไข่) ในฟลอริดา สหรัฐฯ นั้นได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่รวมไว้ซึ่งชื่อเมืองแปลกๆ มากมาย บางชื่อมีความหมายไปคนละทิศละทางกับชื่อเดิม ที่นิวเม็กซิโก ชาวเมืองฮอตสปริงส์ลงมติในปี 1950 เพื่อเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นทรูท ออร์ คอนซีเควนซ์ (ความจริงหรือสิ่งที่ตามมา) ตามชื่อเกมโชว์ยอดนิยมในยุคนั้น






อินเตอร์คอร์ส ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางชุมชนของชาวเอมิชที่เคร่งศาสนา เคยชื่อว่าครอสส์คียส์ (กุญแจไขว้) ตามชื่อโรงแรมดังตอนที่ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 18 โดยไม่มีใครรู้ต้นสายปลายเหตุที่แน่นอนของการเปลี่ยนชื่อ ตามข้อมูลในเว็บไซต์ของเมืองว่าไว้ว่า ชื่อนี้อาจได้มาจากสนามแข่งม้าที่เป็นศูนย์รวมของชาวเมืองในอดีตที่ชื่อว่า เอนเตอร์คอร์ส และเรียกไปเรียกมาเลยเพี้ยนเป็นอินเตอร์คอร์ส อีกทฤษฎีหนึ่งที่ระบุอยู่ในเว็บไซต์บอกว่า อินเตอร์คอร์สเป็นคำฮิตติดปากในทศวรรษ 1800 เพื่ออธิบายถึงสัมพันธภาพและปฏิกิริยาทางสังคม และความมีศรัทธาร่วมกันของชุมชน เมืองที่มีทัศนียภาพงดงามแห่งนี้ยังรู้จักหาประโยชน์จากชื่อของตัวเอง ด้วยการทำทีเชิ้ตออกมาขายโดยสกรีนง่ายๆ ว่า ‘ไอ เลิฟ อินเตอร์คอร์ส’ ขณะที่เมืองบอริ่ง (น่าเบื่อ) ในโอเรกอน อวดอ้างตัวว่าเป็น ‘สถานที่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการอยู่อาศัย’ เมืองคริสต์มาสในฟลอริดาขายดีในช่วงเทศกาลแห่งความสุขปลายปี โดยเฉพาะที่ที่ทำการไปรษณีย์ เพราะจะมีผู้คนจากเมืองใกล้เคียงทะยอยเดินทางมาส่งการ์ดคริสต์มาสเพื่อให้ได้ประทับตราไปรษณีย์ของเมืองนี้ เช่นเดียวกับเมืองซานตาคลอส อินเดียนา ที่โฆษณาตัวเองว่าเป็นเมืองเดียวในโลกที่มีที่ทำการไปรษณีย์ใช้ชื่อคุณลุงเคราขาวผู้นำของขวัญไปมอบให้เด็กทั่วโลกในวันคริสต์มาส และนั่นหมายความว่า ที่ทำการไปรษณีย์ของเมืองนี้ได้รับจดหมายราวครึ่งล้านที่จ่าหน้าซองถึงซานตาใจดีทุกเทศกาลคริสต์มาส “ที่ทำการไปรษณีย์ของเราอาจเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองนี้ และมีเรื่องราวมากมายกว่าที่เราจะได้ชื่อนี้มา






“เรื่องมีอยู่ว่าเมืองของเราก่อตั้งขึ้นโดยชาวเยอรมันอพยพในช่วงทศวรรษ 1950 และขณะที่เมืองเล็กๆ เริ่มเติบโต ชาวเมืองจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีที่ทำการไปรษณีย์ของตัวเอง จึงทำเรื่องขออนุญาตไปยังรัฐบาลกลาง “คำร้องแรกเราขอใช้ชื่อเมืองว่าซานตาเฟ แต่ติดที่ว่ามีเมืองอื่นในอินเดียนาที่ใช้ชื่อนี้อยู่แล้ว คำขอจึงตกไป เราจึงเรียกประชุมชาวเมืองในวันคริสต์มาสอีฟในโบสถ์เล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีเตาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ทุกคนนั่งล้อมเตาหารือว่าจะใช้ชื่อเมืองว่าอย่างไรดี “ระหว่างนั้น มีเด็กผู้หญิงเล็กๆ คนหนึ่งวิ่งเข้ามา และเสียงกระดิ่งจากข้างนอกดังกรุ๋งกริ๋งขึ้นมาพอดี หนูน้อยร้องว่า ‘ซานตาคลอส!’” เมลิสสา มิลเลอร์ ประธานคณะกรรมการท่องเที่ยวของเมืองซานตาคลอส เล่าต่อว่าชาวเมืองก็เลยปิ๊งชื่อนี้ทันที และทางการก็อนุมัติให้อย่างราบรื่น แต่ปัญหาหนึ่งที่ตามมาสำหรับเมืองชื่อประหลาดก็คือ ชาวบ้านชอบขโมยป้ายสัญญาณจราจรที่มีชื่อเมืองติดอยู่ สำหรับอินเตอร์คอร์สนั้นถูกขโมยป้ายไปหลายครั้งแล้ว บางคนเดากันขำๆ ว่าคนที่ลักไปน่าจะนำไปตอกติดไว้ที่หัวเตียง

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วัยรุ่นกับเสพย์ติด




การที่เด็กติดยานั้น ก็เหมือนกับปัญหาความประพฤติอื่นๆ ซึ่งมีหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งจากตัวเด็กเอง จากปัญหาในครอบครัวและชุมชน ปัญหาจากตัวเด็กบางครั้งอาจเกิดจากการแนะนำอย่างผิด ๆ ของเพื่อนเพื่อทดลองหรือเป็นทางออกของอารมณ์ หงอยเหงาตามธรรมชาติของวัยหรือความคับข้องใจจากปัญหาในบ้าน พ่อแม่ไม่รัก ไม่เข้าใจ ขาดแคลนบางสิ่งบางอย่าง ทำให้ไม่มีความสุขกับเพื่อน ครู เลยหาทางระงับด้วยยา อาการทั่วไปของการติดยา


1. การเอาใจใส่รับผิดชอบการเรียนและระเบียบวินัยหย่อนยานลงไป


2. อารมณ์ฉุนเฉียวผิดปกติ


3. สุขภาพร่างกายทรุดโทรม


4. มีท่าทีลับลมคมนัย เกี่ยวกับการซ่อนยาและติดต่อกับกลุ่มติดยา


5. สวมแว่นกันแดดเพื่อซ่อนแววตาที่วาว


6. ใช้เสื้อแขนยาวตลอดเพื่อปกปิดรอยเข็มฉีดยา


7. มีความยุ่งยากทางการเงิน ใช้จ่ายเปลือง


8. มักชอบอยู่ในที่ลับตาคน การแก้ปัญหาเด็กก่อนติดยามักมีพฤติกรรมที่มีปัญหาก่อน ทั้งครูและผู้ปกครองไม่ควรด่วนสรุปว่าใจแตก เสียคน หรือเกียจคร้าน ควรทำให้เด็กรู้สึกเป็นกันเองที่จะพูดคุยถึงปัญหาของตนโดยไม่มีการซ่อนเร้น แม้จะเป็นการเพิ่มภาระก็ตาม ทำให้เด็กแน่ใจว่าผู้ใหญ่พยายามที่จะเข้าใจพร้อมที่จะช่วยเหลือให้เด็กเติบโตขึ้นไปในทิศทางที่เขาต้องการ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะห้ามไม่ให้ใช้ยาด้วยวิธีขู่ ควรรับฟังการพูดถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ มากกว่า เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการเรียกร้องสิทธิปละความเป็นตัวของตัวเองสูงที่สุด ควรให้เด็กรู้โทษตามกฎหมายที่จะได้รับจากการใช้ยาเสพย์ติดและจัดกิจกรรมที่เสริมสร้างพลังใจ อารมณ์ ความนึกคิดไปในทางที่มีความหมาย

เทคนิคป้องกันภัยจากไวรัส






ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ต้องให้ความเอาใจใส่คอมพิวเตอร์เป็นพิเศษเมื่อต้องอยู่ห่างเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ เพราะมีความเป็นไปได้ที่คอมพิวเตอร์จะถูกโจมตีเมื่อพวกเขากลับมาพักผ่อนในวันหยุด

โดยเฉพาะผู้ดูแลระบบเน็ตเวิร์ดสำคัญขององค์กรจำเป็นต้องเซตระบบความปลอดภัยให้เรียบร้อยดีเสียก่อน…

เทศกาลวันหยุดคือช่วงเวลาของไวรัส ล่าสุดที่เพิ่งมีข่าวออกมาก็คือ “เวิร์มซานตาคลอส” ที่แพร่พันธุ์รับช่วงเทศกาลคริสต์มาสพอดิบพอดี โดยมันเลือกโจมตีโปรแกรมแชตสายพันธุ์ AOL, MSN และ Yahoo เป็นหลัก เจ้าเวิร์มซานตาฯ จะส่งไฟล์ไปยังคอมพิวเตอร์ของเหยื่อหรือเครื่องเป้าหมาย หากมีการเปิดไฟล์หรือเพียงแค่กดรับไฟล์ที่ส่งมา คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็จะติดไวรัสนี้ทันที เห็นได้ชัดว่าแฮกเกอร์เข้าใจเอาข้อมูลเกี่ยวกับซานตาคลอสมาใช้ล่อใจ เพื่อให้ผู้ใช้โปรแกรมแชตที่ตกเป็นเป้าหมายดังกล่าวเปิดไฟล์ขึ้นมา ดังนั้น ผู้ใช้งานควรระมัดระวังตัว และหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้กับคอมพิวเตอร์ของคุณ สถิติที่เกิดขึ้นทุกปีก็คือมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ และมีการระบาดอย่างรวดเร็ว เพราะผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์มักจะไม่เอาใจใส่ต่อระบบความปลอดภัยในช่วงแห่งการพักผ่อนนี้ ทำให้มีการติดไวรัสคอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “โซท๊อป” ไวรัสเครือข่ายที่ใช้ช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์โจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อกลางเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ไวรัสโซท็อป ทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น, เอบีซี และนิวยอร์ก ไทม์ส และอื่น ๆ ใช้การไม่ได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง เนื่องจากคอมพิวเตอร์เหล่านั้นไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซมช่องโหว่ดังกล่าวเอาไว้



นอกจากไวรัสที่จะสร้างภัยคุกคามในช่วงเทศกาลวันหยุดแล้ว “ฟิชชิ่ง” และ “สปายแวร์” ก็มีแนวโน้มจะออกทำงานมากขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วย เพราะมีคนจับจ่ายซื้อของผ่านทางอินเทอร์เน็ตมากเป็นหลายเท่าตัว เป็นเวลาที่ของการต้มตุ๋นผ่านระบบออนไลน์อินเทอร์เน็ต ดังนั้น ถ้าคุณคิดจะชอปปิงสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตในช่วงนั้นละก็แนะนำให้ระมัดระวังการใช้บัตรเครดิตของคุณบนเว็บไซต์ต่าง ๆ ให้มากที่สุด เลือกเว็บสำหรับชอปปิงที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ส่วนภัยคุกคามอีกอย่างหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ได้แก่ ไวรัสมือถือ ซึ่งโจมตีผู้ใช้สมาร์ตโฟน และพีดีเอโฟน โดยในปีนี้มีไวรัสมือถือเกดขึ้นใหม่ถึง 14 ตัว เมื่อเทียบกับ 6 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ช่วงเทศกาลนี้เราจึงมีข้อแนะนำดี ๆ มาฝาก เพื่อช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนปลอดภัยจากไวรัสต่าง ๆ และภัยคุกคามช่วงวันหยุดพักผ่อน



เทคนิคป้องกันภัยคุกคามช่วงวันหยุด ไมโครซอฟท์ได้ปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยของตนอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่ายิ่งปรับปรุงเท่าใด ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งล่อใจให้บรรดาแฮกเกอร์เข้ามาเจาะระบบมากขึ้นด้วย ทำให้พวกเขาต้องออกชุดอัพเดตเป็นรายเดือนเลยทีเดียว จึงสามารถพอจะรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้ สำหรับผู้ใช้ตามบ้านอย่างเรา ๆ นั้น สิ่งที่ต้องทำคือ เข้าไปตรวจสอบและอัพเดตไฟล์แพตช์จากไมโครซอฟท์บ่อย ๆ เพื่อให้คอมพิวเตอร์มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น เข้าไปที่เมนู Tools เลือก Windows Update เพื่อลิงก์เข้าไปยังเว็บไซต์ วินโดวส์ อัพเดต ของไมโครซอฟท์ สำหรับการป้องกันภัยคุกคามจากไวรัสนั้นรามีเทคนิคเด็ด ๆ และคำแนะนำดี ๆ จากผู้ผลิตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสจากเทรนด์ ไมโคร นำมาฝากกัน ซึ่งได้อธิบายไว้อย่างละเอียดทีเดียว ดังนี้


ลำดับที่ 1 สำหรับผู้ใช้สมาร์ตโฟนที่ไม่ต้องการพลาดการติดต่อระหว่างดินทางในช่วงวันหยุด ต้องป้องกันตัวเองจากไวรัสมือถือ ที่รู้กันดีว่าเป็นต้นเหตุให้โทรศัพท์แฮงก์ ต้องปิดและเปิดเครื่องใหม่ ส่งเอสเอ็มเอส/เอ็มเอ็มเอส โดยที่เจ้าของไม่รู้ หรือทำให้โปรแกรมอื่น ๆ ในเครื่องทำงานรวน แถมยังแอบลบไฟล์ในเครื่อง และอื่น ๆ อีกมากมาย ลองเข้าไปดาวน์โหลดโปรแกรมชื่อ Trend Micro Mobile Security จากเว็บไซต์ www.trendmicro.com/mobilesecurityซึ่งให้คุณได้ใช้งานกันฟรี ๆ โปรแกรมดังกล่าวสามารถป้องกันกองทัพเอสเอ็มเอส/เอ็มเอ็มเอส ที่ส่งผ่านจากมือถือเครื่องอื่น ๆ ซึ่งเชื่อมต่อกับเครือข่ายมือถือทั่วโลก แน่นอนว่าระบบควบคุมสแปมอาจมีความหละหลวมอยู่ สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ต้องมั่นใจว่าคอมพิวเตอร์ของตัวเองติดตั้งซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยล่าสุด เพราะผู้ใช้หลายคนไม่รู้ว่า ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสของตัวเองเก่าเก็บแล้ว และอาจไม่สามารถป้องกัน สปายแวร์/แอดแวร์ฟิชชิ่ง และตรวจจับการบุกรุกไร้สายได้ สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยป้องกันพีซีจากภัยคุกคามทุกชนิด


ลำดับที่ 2 ควรทำการดาวน์โหลดโปรแกรมซ่อมแซมช่องโหว่ล่าสุดมาติดตั้งลงในระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ของคุณ เพื่อไม่ให้ภัยคุกคามจากไวรัสเครือข่ายทั้งหลายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นั้น เพราะนี่จะเป็นอันตรายอย่างที่สุด หากคอมพิวเตอร์ถูกเปิดทิ้งไว้ ขณะที่เจ้าของไม่อยู่ในช่วงวันหยุดยาว

ลำดับที่ 3 เนื่องจากไวรัสถูกสร้างขึ้นมาด้วยเวลาอันสั้น โดยเฉพาะไวรัสเครือข่าย คุณไม่ควรทิ้งให้คอมพิวเตอร์ และ/หรือจุดเชื่อมต่อไร้สาย (แอ็กเซสพอยท์) เปิดให้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ไม่เพียงแต่เปลืองไฟเท่านั้น แต่ยังเปิดช่อโหว่ให้วายร้ายในโลกมืดที่กำลังมองหาช่องทางเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายที่มีระบบป้องกันที่หละหลวม หรือไม่ได้ป้องกันเลย โดยแฮกเกอร์จะใช้การเชื่อมต่อฟรีเหล่านี้ไปกระทำการในทางไม่ดีต่าง ๆ ยิ่งกว่านั้น นอกจากไวรัสจะสามารถอัพเดตตัวเองโดยอัตโนมัติขณะที่เครื่องเปิดอยู่ได้ เวิร์มเครือข่ายตัวใหม่ ๆ อย่างเช่น แซสเซอร์ และโซท๊อป ก็ยังสามารถแพร่ติดคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซมช่องโหว่ล่วงหน้า ถึงแม้ว่าในขณะนั้นเจ้าของคอมพิวเตอร์จะไม่ได้กำลังใช้งานอยู่ก็ตาม


ลำดับที่ 4 ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่ไม่สามารถหาสิ่งไหนมาทดแทนได้ การเดินทางไปพักผ่อนเป็นเวลานาน คุณควรดาวน์โหลดไฟล์รักษาความปลอดภัยเวอร์ชันล่าสุดมาติดตั้งในเครื่อง และตรวจสอบระบบทั้งหมดก่อนจะสำรองข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้ในแผ่นซีดี


ลำดับที่ 5 ผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์บลูทูธ ให้ตั้งค่า “auto-discover” เป็น OFF เพื่อป้องกันแฮกเกอร์ และอุปกรณ์มือถือของคุณ รับไวรัสผ่านทางบลูทูธ โดยเฉพาะสมาร์ตโฟน แม้ยังไม่รู้แน่ว่า สามารถติดเชื้อจากโทรศัพท์ที่ไม่ใช่สมาร์ตโฟนได้หรือไม่ ? แต่การเปิด “auto-discover” ในสถานะ ON มีสิทธิ์โดนรบกวนจากข้อความจำนวนมากที่หลั่งไหลมาจากอุปกรณ์บลูทูธที่ติดไวรัส ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ได้ สำหรับผู้ใช้สมาร์ตโฟน ควรตรวจสอบไฟล์ป้องกันล่าสุด ซึ่งสามารถอัพเดตได้ผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือผ่านทางบริการจีพีอาร์เอส



ลำดับที่ 6 คอยรับฟังข่าวสารที่แพร่ภาพผ่านทางโทรทัศน์ทั่วโลก ว่ามีการเตือนภัยการแพร่ระบาดของไวรัสตัวสำคัญ ๆ หรือไม่รวมทั้งแจ้งเพื่อนฝูง และเครือญาติที่กลับไปถึงบ้านแล้ว ให้ช่วยโทรศัพท์หรือส่งเอสเอ็มเอสมาเตือนภัยเกี่ยวกับข่าวดังกล่าว เพราะจะเป็นประโยชน์กับคุณอย่างมาก เมื่อถึงเวลากลับจากท่องเที่ยวในวันหยุดแล้ว



ลำดับที่ 7 สำหรับผู้ที่ชอบท่องอินเทอร์เน็ตตามร้านให้บริการอินเทอร์เน็ตในช่วงวันหยุด ต้องมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมแล้วว่า ร้านอินเทอร์เน็ตเหล่านั้น มีระบบป้องกันความปลอดภัยเข้มแข็งเพียงพอ



ลำดับที่ 8 หลังจากกลับมาถึงบ้านแล้ว ผู้ใช้ไม่ควรทำกิจกรรมอินเทอร์เน็ตใด ๆ หรือเริ่มใช้งานอีเมล์จนกว่าจะดาวน์โหลดและอัพเดตไฟล์ป้องกันไวรัสเวอร์ชันล่าสุดมาติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน



ลำดับที่ 9 ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยพื้นฐาน เช่น- ระวังอีเมล์ที่มาในรูปของบัตรอวยพร อีเมล์แจ้งข่าวซุบซิบ หรือมีภาพของดาราสุดเซ็กซี่ อีเมล์แจ้งดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ฟรี หรือข้อเสนอที่ดูดีและสมจริงเพราะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอีเมล์สแปม ซึ่งสามารถใช้ชื่ออีเมล์ปลอม หรือชื่อคุ้นเคยที่หาได้จากสมุดที่อยู่ของคุณหรือของเพื่อนด้วยเทคนิคหรือเครื่องมืออื่น ๆ- แม้ว่าอีเมล์ที่ได้รับจะเป็นของจริง และซอฟต์แวร์แนบท้ายมาด้วยนั้นจะถูกตรวจสอบแล้วว่าไม่มีไวรัสเจือปนก็ตาม แต่ควรอ่านข้อตกลงการใช้งาน (end-user licence agreement : EULA) อย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าวจะไม่ทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณได้รับสปายแวร์ หรือแอดแวร์- โปรดจำให้ขึ้นใจว่า ไม่มีธนาคารแห่งไหนจะขอให้ใครกรอกข้อมูลสำคัญ เช่น รายละเอียดบัตรเครดิต รหัสเอทีเอ็ม รหัสผ่าน และอื่น ๆ ผ่านทางอีเมล์ ดังนั้นหากคุณได้รับอีเมล์ในลักษณะดังกล่าว ควรติดต่อกับทางธนาคารเพื่อแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้รับทราบ หากไม่แน่ใจ เพื่อความปลอดภัยให้ลบอีเมล์ฉลับนั้นทิ้ง เพราะหากเป็นเรื่องสำคัญจริง ธนาคารจะโทรหาคุณเองในภายหลัง


วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โทษของโทรศัพท์มือถือ








นอกเหนือไปจากอวัยวะครบ 32 ประการในร่างกายคนเราแล้ว ปัจจุบันดูเหมือนว่า “โทรศัพท์มือถือ" กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของคนยุคโลกาภิวัตน์ ที่จะขาดเสียมิได้ เพียงแต่ว่าอวัยวะส่วนนี้ โดยมากจะเริ่มงอกเงยขึ้นมาในช่วงที่เป็น “วัยรุ่น” แต่ก็มีบ้างบางคนที่มี “มือถือ” ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก เพราะพ่อแม่มีวิตามินเอ็ม (Money) ที่จะเสริมให้แต่เยาววัย




ข้อดีของโทรศัพท์มือถือ มีอยู่ไม่น้อย อาทิ ทำให้เราสามารถสื่อสารถึงกัน และกันได้ตลอดเวลา และแทบทุกสถานที่ (ที่สัญญาณไปถึง) ทำให้เราตามหาเพื่อนเจอในศูนย์การค้า หรือโทรเรียกช่าง /บริษัทประกันมาได้ทันท่วงที เมื่อรถเสีย รถชนบนทางด่วน หรือในบางสถานที่ที่ไม่มีโทรศัพท์สาธารณะ ฯลฯ อย่างไรก็ดี สิ่งใดมีคุณอนันต์ สิ่งนั้นก็มักมีโทษมหันต์ด้วย หากผู้ใช้ นำไปใช้ในทางที่ผิด หรือใช้ไม่เป็น โทรศัพท์มือถือก็เช่นเดียวกัน




โทษของโทรศัพท์มือถือ ได้ก่อให้เกิดโรคใหม่ๆ หลายประการ ดังที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จะได้ลองนำเสนอมาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านเล่นๆ ดู ดังนี้




- โรคเห่อตามแฟชั่น ในสมัยก่อน การจะมีโทรศัพท์สักเครื่องเป็นเรื่องที่ขอยากขอเย็น กว่าจะขอคู่สายมาติดตั้งที่บ้านได้บางทีต้องรอเป็นปีๆ ดังนั้น ผู้มีโทรศัพท์ใช้แรกๆ จึงมักเป็นพวกที่ทำธุรกิจ หรือพวกมีเงิน มีเส้นสาย ส่วนคนทั่วไปจะใช้หรือจะขอมีโทรศัพท์มักจะต้องมีงาน มีเรื่องจำเป็นหรือเร่งด่วนจริงๆ จนเมื่อมือถือได้กำเนิดขึ้นมาในระยะแรกๆ ผู้ใช้ก็ยังเป็นกลุ่มเดิมๆ อยู่ โดยเฉพาะนักธุรกิจที่จำเป็นต้องติดต่องาน ต่อมาเมื่อธุรกิจมือถือ ได้กลายเป็นแหล่งทำเงิน ให้แก่ผู้ประกอบการอย่างมหาศาล การแข่งขันจึงมีมากขึ้น ก่อให้เกิดการขยายตัว จากผู้ซื้อกลุ่มนักธุรกิจ และผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ไปสู่ตลาดคนชั้นกลาง คนวัยทำงาน แม่ค้า ประชาชน และกลุ่มวัยรุ่นเพิ่มขึ้น




และนี่เองจึงเป็นเหตุให้มีการพัฒนาเทคนิค และออกแบบมือถือเป็นแฟชั่นรุ่นใหม่ๆ มาดึงดูดใจลูกค้าตลอดเวลา และทำให้หลายๆ คนโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ผู้ทำงานด้านเทคโนโลยี เศรษฐี ตลอดจนนักธุรกิจระดับต่างๆ นิยมเปลี่ยนมือถือไปตามแฟชั่นเพื่อให้อินเทรนด์ ดูทันสมัย ไม่ตกรุ่น เทียมหน้าเทียมตาเพื่อนฝูง และบ้างก็เปลี่ยนเพื่อให้ดูเป็นคนมีระดับ มีฐานะ ทั้งที่ฟั่งชั่นหรือประโยชน์ที่เสริมขึ้นมาของแต่ละแบบ บางคนแทบจะไม่ได้ใช้เพิ่มเติม จากเดิมเลยก็ตาม ดังนั้น มือถือจึงได้กลายเป็นเครื่องประดับ ที่บ่งบอกสถานภาพอีกทางหนึ่ง




- โรคทรัพย์จาง จากการเห่อตามแฟชั่น อย่างที่กล่าวข้างต้น ทำให้หลายคนต้องหาเงินเพิ่ม เพื่อหาซื้อมือถือรุ่นใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากมีเงิน หรือหาเงินได้คล่อง ก็ยังไม่เดือดร้อนเท่าไร แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เงินไม่ดี แต่มีรสนิยมดีเกินฐานะ จึงเกิดสภาวะทรัพย์จาง ต้องหาดิ้นรนหาเงินเพิ่ม หรือไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อมือถือ ที่ตัวอยากได้ ซึ่งโรคเห่อตามแฟชั่นส่วนใหญ่มั กจะเกิดกับเด็กวัยรุ่น วัยเรียน




แล้วมีผลข้างเคียง ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเกิดโรคทรัพย์จางตามมา เพราะต้องหาเงินไปซื้อหาให้ลูก กลัวลูกน้อยหน้าเพื่อน หรือสงสารลูก หรือทนลูกออดอ้อนวอนขอไม่ได้ นอกจากแฟชั่นรุ่นใหม่ๆ จะทำให้เกิดโรคทรัพย์จางแล้ว ความถี่ของการใช้มือถือ ที่แสนจะสะดวกสบาย ที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ยังทำให้หลายๆ คน โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่ มีบัญชีรายจ่ายในเรื่องนี้เดือนๆ หนึ่งจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งคนไหนที่กำลังมี หรือกำลังติด “กิ๊ก” จำนวนการใช้ก็ยิ่งมีมากขึ้น แม้จะมีโปรโมชั่นลดแลก แจกแถมต่างๆ มากมายก็ตาม หากไม่รู้จักควบคุมการใช้ให้ดี แนวโน้มที่จะเกิดโรคนี้ก็มีสูงขึ้น




- โรคขาดความอดทน และใจร้อน แม้ว่าข้อดีของโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เราสื่อสารได้รวดเร็วทันใจ แต่ข้อนี้ก็เป็นข้อเสียที่ทำให้คนเราขาดความอดทน และใจร้อนขึ้นเช่นกัน เพราะความสะดวกสบาย ในการใช้โทรศัพท์มือถือ ที่ว่าตรงไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ กดปุ๊บ ติดปั๊บนี่เอง ทำให้หลายๆ คนกลายเป็นคนที่ทนรอใครนานไม่ได้ หรือไม่ยอมทนแม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ อีกต่อไป




เช่น นัดเพื่อนไว้ และเพื่อนมาช้าแค่ 5 นาที ก็ต้องโทรตามจิกตามล่าแล้ว คิดอะไรไม่ออก แทนที่จะค่อยๆ ใช้สมองครุ่นคิดทบทวนเอง ก็จะรีบโทรเพื่อน หาคนถามทันที หากไม่ติด ไม่เจอ ก็จะกดโทรอยู่นั่น เพราะต้องการติดต่อให้ได้เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนั้น ทำให้กลายเป็นคนเร่งรีบ ร้อนรน และไม่รอบคอบ เพราะไม่ทันได้ใช้ความคิด หรือขี้เกียจใช้ความคิดอีกต่อไป




- โรคขาดกาลเทศะ และมารยาท จากการที่เราไม่ค่อยอดทนรอ และใจร้อนที่ว่านี่เอง ทำให้หลายๆ ครั้ง เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็จะกดโทรศัพท์ไปหาบุคคลที่เราอยากจะพูด อยากถามในทันที ซึ่งบางครั้ง อาจจะเป็นเวลาประชุม เวลานอน เวลารับประทานอาหาร เวลาพักผ่อน หรือเป็นวันหยุด วันที่เขากำลังใช้เวลาอยู่กับครอบครัว การโทรไปเช่นนั้น โดยไม่ดูเวลาหรือกาลเทศะที่ควรโทร แม้เขาจะบอกว่าไปเป็นไร แต่จริงๆ แล้วเขาก็อาจจะไม่พอใจ หรือโกรธที่เราไปขัดจังหวะการกิน การนอน การพักผ่อน ฯลฯ ของเขาอยู่ก็ได้




หรือบางคนไม่รู้จักมักจี่กับเจ้าของเบอร์ แต่ได้เบอร์โทรมาจากคนอื่น แล้วโทรเข้ามือถือ หรือนำเบอร์มือถือของคนหนึ่ง ไปบอกคนอื่นโดยเจ้าตัวไม่ทราบ หรือไม่อนุญาต ก็เป็นเรื่องไม่ควร ขาดมารยาทที่ดี เพราะบางคนได้เบอร์แล้วโทรไปขายประกัน ขายเครื่องกรองน้ำ เชิญชวนสมัครสมาชิกบัตรเครดิตฯลฯ ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ทำให้ผู้รับสายเกิดความเดือดร้อน รำคาญใจ และที่เป็นสภาวการณ์ในปัจจุบันคือ การใช้มือถือโดยไม่เลือกเวลา และสถานที่ เช่น ในห้องประชุม โรงหนัง โรงมหรสพ บนรถ/เรือโดยสาร หรือในระหว่างพิธีการต่างๆ เป็นต้น เสียงโทรศัพท์มือถือมักจะดังขึ้น ทำให้รบกวนสมาธิของผู้อื่น แถมบางคนก็คุยเสียงดัง แบบไม่เกรงใจใคร จนคนร่วมทางต้องรับรู้ประวัติ การนัดหมาย หรือความคับข้องใจของผู้พูดขณะระบายความในใจไปด้วย




บางคนพูดๆ แล้ว ลืมตัวว่าอยู่ในที่สาธารณะ ก็มักใช้ภาษาไม่สุภาพ หรือพูดๆ แล้วเกิดอารมณ์โกรธ ก็ด่าว่าอีกฝ่ายทางโทรศัพท์ ซึ่งโดยมารยาททางสังคมนั้น ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ควรจะปิดมือถือ หรือเปลี่ยนระบบเป็นแบบสั่น เมื่ออยู่ในสถานที่ประชุม โรงหนัง ฯลฯ และไม่ควรพูดคุยด้วยเสียงอันดัง และไม่สุภาพเมื่อมีผู้อื่นอยู่ด้วย




- โรคไม่จริงใจ เนื่องจากการพูดคุยทางโทรศัพท์ ไม่ต้องเห็นหน้าตา ท่าทาง สายตาและปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ทำให้หลายคน สามารถใช้คำหวานหลอกลวง หรือพูดโกหกผู้อื่น หรือนิยมส่ง sms ไปยังอีกฝ่าย ทำเสมือนรักใคร่ ผูกพันหรือห่วงใย แต่ใจจริงมิได้คิดเช่นนั้น โดยอาจจะโทรไปหาคนหนึ่ง แต่ตัวไปกับอีกคน บางคนอาจจะคิดว่าโทรมา หรือ sms มาดีกว่าไม่มีอะไรเสียเลย แต่แท้จริงแล้ว การไม่จริงใจ และไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน อาจกลายเป็นสาเหตุให้เกิดเรื่องอื่นๆ ตามมาได้ เช่น เราอาจคิดว่าเขาดีกับเรา พอเขายืมเงิน ก็ให้ไป แล้วเขาก็ไม่คืน เราก็เกิดความเดือดร้อน เป็นต้น




นอกจากโรคดังกล่าวข้างต้นแล้ว โทรศัพท์มือถือ ยังมีผลข้างเคียงทำให้เสียสุขภาพในด้านอื่นๆ อีก เช่น ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น เพราะมัวแต่คุยทั้งวันทั้งคืน เลยนอนดึก นอนไม่พอ ทำให้หูตึง หรือมีโรคเกี่ยวกับหู เกิดอาการปวดหัว ไมเกรนหรือมีปัญหาทางเส้นประสาท เพราะคลื่นจากมือถือที่มีกำลังส่งแรงสูง ทำให้เกิดพวกโรคจิตเพิ่มขึ้น คือพวกที่ชอบแอบถ่าย หรือบางคนก็ถ่ายภาพหวิว ของตัวเองไปลงตามอินเตอร์เน็ต เพราะทำได้ง่าย และสะดวกสบายขึ้น




หลายๆ ครั้งมือถือทำให้ขาดความระมัดระวัง ขับไปพูดไป จนทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนกัน หรือชนคนอื่น นอกจากนี้ มือถือยังก่อให้เกิดอาชญากรรม ถูกคนร้ายติดตามมาทำร้ายร่างกาย หรือแย่งชิงทรัพย์ได้ง่ายอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ คือโรคร่วมสมัยที่มาพร้อมกับโทรศัพท์มือถือ ที่เราควรตระหนักและรู้จักฉลาดใช้ “โทรศัพท์มือถือ” ให้เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อตัวเราทั้งด้านส่วนตัว การเรียน และหน้าที่การงาน ให้สมกับที่เป็นคนยุคใหม่

ประโยชน์ของผักบุ้ง



ผักบุ้งที่ทานกันอยู่มี 2 ประเภท

คือ ผักบุ้งไทยและผักบุ้งจีน ผักบุ้งไทยจะมีสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งอื่น แต่สำหรับผักบุ้งจีนจะมีแคลเซี่ยม และเบต้า-แคโรทีน มากกว่าผักบุ้งอื่น

ผักบุ้งไทยจะมีสรรพคุณทางยามากกว่าผักบุ้งอื่น แต่สำหรับผักบุ้งจีนจะมีแคลเซี่ยม และเบต้า-แคโรทีน มากกว่าผักบุ้งอื่น คนที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำนั้นไม่ควรรับประทานผักบุ้งเลย เพราะว่าผักบุ้งนั้นมีคุณสมบัติลดความดันโลหิต และถ้าคนที่มีความดันโลหิตต่ำยังรับประทานผักบุ้งเข้าไปอีกก็จะยิ่งต่ำลงไปอีก ก่อให้เกิดอาการเป็นตะคริว ร่างกายอ่อนแอลงได้ ฉะนั้นผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำไม่ควรรับประทานผักบุ้งเลยจะดีที่สุด
ผักบุ้งไทยโดยเฉพาะชนิดต้นขาวจะมีวิตามินซีสูงกว่าชนิดอื่น ๆ ช่วยบำรุงรักษาเหงือก ฟัน ให้แข็งแรง ช่วยทำให้ผิวสวย เลือดดี และเพิ่มความต้านทานโรค ไม่เกิดอาการ แพ้ ต่าง ๆ ง่าย เคล็ดลับอยู่ที่ต้องกินสด ๆ คุณค่าทางวิตามินจะได้ไม่สูญเสียไป

ในผักบุ้งขาว 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 22 กิโลแคลอรี่ และยังประกอบด้วยเส้นใย 101 กรัม แคลเซียม 3 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม เหล็ก 3 มิลลิกรัม วิตามินเอ 11,447 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.06 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.17 มิลลิกรัม ไนอาซิน 1.3 มิลลิกรัม วิตามินซี 14 มิลลิกรัม ค่ะและมีสารต้านฮีสตามีน
นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง รวมทั้งมีเส้นใย อาหารที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นผักบุ้งยังมีสารชนิดหนึ่งที่มีโครงสร้างคล้ายอินซูลิน ที่ทำหน้าที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน

สรรพคุณของผักบุ้งไทยต้นขาว
สรรพคุณของผักบุ้งไทยต้นขาวและวิธีการใช้ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ของผักบุ้งไทยต้นขาวคือ ดอก ใบ ทั้งต้น และราก ซึ่งแต่ละส่วนจะให้สรรพคุณแตกต่างกันดังต่อไปนี้ดอก ใช้เป็นยาแก้กลากเกลื้อน ต้นสดใช้ดับพิษ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลดอาการแพ้ อักเสบ ปวด บวม บำรุงสายตา บำรุงเลือด บำรุงกระดูกและฟัน ช่วยรักษาโรคเบาหวาน เป็นยาดับร้อน แก้ปัสสาวะเหลืองทั้งต้น ใช้แก้โรคประสาท ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย แก้กลาก เกลื้อน แก้เบาหวาน แก้ตาอักเสบ บำรุงสายตา แก้เหงือกบวม แก้ฟกช้ำ ถอนพิษใบ ใช้ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย นำใบสดมาตำ แล้วคั้นเอาน้ำมาดื่ม จะทำให้อาเจียน ถอนพิษยาเบื่อเมา แก้พิษของฝิ่นและสารหนู มีวิตามินเอสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระราก ใช้แก้ไอเรื้อรังและแก้โรคหืด ถอนพิษผิดสำแดง ใช้แก้สตรีมีตกขาวมาก เบาขัด เหงื่อออกมาก ลดอาการบวม